อย่ามองข้าม ! 10 อาการ ที่บอกว่าคุณเป็นโรค “HIV”

เราจะรู้ได้ยังไง ว่าร่างกายได้รับเชื้อ HIV ?

ภายหลังการได้รับเชื้อ ร่างกายต้องใช้เวลาในการสร้างปฏิกิริยาตอบสนองต่อเชื้อ ในปัจจุบันในการวินิจฉัยว่าติดเชื้อหรือไม่ ? เราไม่ได้ตรวจหาเชื้อโดยตรง แต่เป็นการตรวจว่าร่างกายเรามีปฏิกิริยาต่อเชื้อหรือไม่ ? โดยการ ตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี (Anti-HIV antibody) ซึ่งการตรวจดังกล่าวอาจให้ผลลบได้ในกรณีที่ได้ รับเชื้อมาใหม่ ๆ เนื่องจากร่างกายยังไม่ได้สร้างปฏิกิริยาตอบสนอง (ควรตรวจหลังจากเกิดความเสี่ยงแล้ว 3 เดือนขึ้นไป)

ภายหลังการรับเชื้อบางรายอาจไม่มีอาการใด ๆ เลย บางรายอาจมีอาการเหมือนการติดเชื้อไวรัสทั่ว ๆ ไป เช่น มีไข้ ผื่นตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคอ อาการมักกินเวลาสั้น ๆ และหายไปได้เอง หลังจากนั้นผู้ป่วยจะไม่มีอาการใด ๆ เลย อาการข้างต้นจะเหมือนหรือคล้ายกับการติดเชื้อหวัด ทำให้บางรายไม่ได้สังเกตุ หรือบางรายอาจคิดว่าเป็นหวัดทั่ว ๆ ไป เลยทำให้การสังเกตุจากลักษณะอาการหลังการติดเชื้อเป็นไปได้ยาก

อาการของโรคติดเชื้อ HIV 

อาการของการติดเชื้อ HIV จะมีความหลากหลายขึ้นกับระยะของโรค เนื่องจากเชื้อ HIVเป็นไวรัสชนิดหนึ่ง อาการของการติดเชื้อ HIV จะเหมือนอาการของไข้หวัดคือ มีไข้ ปวดศีรษะ มีผื่น อ่อนเพลีย เราไม่สามารถ วินิจฉัยได้จากอาการ แม้ว่าผู้ได้รับเชื้อ HIV จะไม่มีอาการแต่เขาสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้  ฉนั้นผู้ที่มีพฤติกรรม เสี่ยงควรได้รับการเจาะเลือด ในช่วงแรกของการติดเชื้อ HIV คุณอาจจะมีอาการดังต่อไปนี้

loading...
  • ต่อมน้ำเหลืองโต ตับม้ามโต มักจะเป็นอาการอันแรกของการติดเชื้อ
  • ท้องร่วง บางคนอาจจะเรื้อรัง
  • น้ำหนักลด
  • มีไข้
  • ไอและหายใจลำบาก

เมื่อไม่ได้รับการรักษาเชื้อก็จะแบ่งตัวเรื่อยและทำลายระบบภูมิคุ้มกันและกลายเป็นโรคเอดส์ซึ่งจะมีอาการดังนี้

  • เหงื่ออกกลางคืน
  • ไข้หนาวสั่น ไข้สูงเรื้อรัง
  • ไอเรื้อรังและหายใจลำบาก
  • ท้องร่วงเรื้อรัง
  • ลิ้นเป็นฝ้าขาว
  • ปวดศีรษะ
  • ตามัวลงหรือเห็นเป็นเส้นลอยไปมา
  • น้ำหนักลดฮวบ
  • การติดเชื้อฉวยโอกาส
  • เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อย
  • หากเป็นผู้หญิงก็มีอาการตกขาวบ่อย
  • เพลียและเหนื่อยง่าย
  • บางคนมีผื่นตามตัว

เชื้อไวรัส จะส่งผลให้ระดับเม็ดเลืดขาว ที่เรียกว่าซีดีโฟร์ลดลงอย่างช้า ๆ จนผู้ป่วยเริ่มเกิดอาการของเอชไอวี เกิดขึ้น เช่นฝ้าในปาก ผึ่นคันตามตัว น้ำหนักลด โดยส่วนใหญ่มักเกิดอาการเมื่อระดับซีดีโฟร์ต่ำกว่า 200 cell/mm3 อัตราเฉลี่ยของประเทศไทยตั้งแต่รับเชื้อจนเริ่มป่วยใช้เวลา 7-10 ปี ในช่วงที่เรามีเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกายแต่ไม่ป่วยเพราะเรายังมีภูมิคุ้มกันที่ยังควบคุม หรือจัดการกับเชื้อโรค ที่เข้าสู่ร่างกายได้ เรียกว่า เป็นผู้ติดเชื้อ และเมื่อภูมิคุ้มกันถูกทำลายเหลือจำนวนน้อย จนไม่สามารถควบคุม หรือจัดการกับเชื้อโรคบางอย่างได้ทำให้เราป่วยด้วยเชื้อโรคนั้น ๆ เรียกว่าเราเริ่มมี ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นผู้ป่วยเอดส์ โรคที่เราป่วยเนื่องจากภาวะภูมิบกพร่อง เรียกว่า โรคฉวยโอกาส

จริง ๆ แล้ว ไม่อยากให้ยึดอาการเริ่มต้นเมื่อได้รับเชื้อ ว่ามีอาการอย่างนั้นอย่างนี้แล้วสรุปได้เลยว่าได้รับเชื้อแล้ว เพราะความเป็นจริงถึงแม้ข้อมูลทางวิชาการจะบอกไว้ว่า อาการเริ่มแรกเมื่อได้รับเชื้อไม่นาน ประมาณ 1-2 อาทิตย์จะมีอาการคล้าย ๆ ไข้หวัด อันนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ได้รับเชื้อจะต้องมีอาการอย่างนี้ทุกคน แล้วก็ ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีอาการอย่างนี้คือการเริ่มได้รับเชื้อ

เพราะอาการเหล่านี้เป็นอาการที่ไม่ใช่การชี้ชัด อาจจะเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่การรับเชื้อ เช่นอาจเป็นไข้หวัดจริง หรืออาจป่วยด้วยอย่างอื่นที่ไม่ใช่การรับเชื้อ อยากให้ยึดหลักการว่า การที่จะฟันธงว่าใครคนหนึ่งได้รับเชื้อ ควรดูจากผลการตรวจเลือดที่ 3 เดือนเท่านั้น เพราะการตรวจเลือดเนวิธีการที่ชัดเจน และแม่นยำ อีกทั้งยังไม่ทำให้เกิดความวิตกกังวลจนเกินไปของคนทั่วไป

ในระหว่างรอระยะเวลาให้สามารถตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัส HIV ได้นั้นช่วงนี้อาจเป็นข่วงที่เครียด มากๆ ผลของความเครียดอาจทำให้เราเกิดความผิดปกติเล็กๆน้อยๆของสภาพร่างกาย บวกกับความวิตกกังวล อาจเห็นว่าอาการนั้น อาการนี้ใกล้เคียงกับข้อมูลที่ได้รับมา ก็จะยิ่งทำให้เราติดอยู่ในกับดักความเครียดเข้าไปอีก อยากให้พยายามใช้ความสงบเข้าไว้ครับ ใช้สมาธิมาเข้ามาเสริม พยายามทำให้ทุกอย่างดูเหมือนปกติเพราะ วิตกกังวลไปก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ จะได้ไม่เสียสุขภาพจิตในระหว่างรอทำการตรวจ ในช่วงระหว่างนี้ให้ ระวังเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ หรือให้ใช้ถุงยางอนามัยเสมอเพื่อป้องกันความเสี่ยงไว้ก่อน

อีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่อยากรอนานจนถึง 3 เดือน ก็อาจจะเข้าไปขอให้แพทย์ช่วยตรวจหาตัวเชื้อไวรัส HIV ให้แทน (ตรวจหาแอนติเจน) ซึ่งการตรวจหาแอนติเจนใช้ระยะเวลาหลังการเกิดความเสี่ยงไปแล้วประมาณ 1 เดือน ก็สามารถตรวจได้ แต่ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าการตรวจหาแอนติบอดีย์ทั่วๆไปแต่สุดท้ายก็ต้องมาตรวจหา แอนติบอดีย์อีกเมื่อครบ 3 เดือนอีกครั้ง

เป็นยังไงกันบ้าง กับวิธีการสังเกตว่าเราเป็นผู้ที่ได้รับเชื้อ HIV หรือไม่ หากถ้าเป็นล่ะก็ กำลังใจในการรักษา เพื่อที่จะได้มีชีวิตสู้ต่อไปนั้น สำคัญที่สุดเลยล่ะ

ขอขอบคุณ : lordfai
loading...

Comments

comments

Related posts