รวมสุดยอดพระคาถา หมั่นภาวนา เหมาะสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน

คาถาปัดที่นอน (ใช้ปัดผ้า, ปูที่นอนก่อนนอน)

อม พระพุทธธัง ปัด

พระธรรมมัง ปัด

พระสังฆัง ปัด

ปัดเครื่องร้อยรัดให้หมดสิ้นไปฯ

(กล่าว ๓ จบ)

เมื่อจะปูที่นอน ก่อนนอนให้ปัดที่นอน พร้อมกล่าวคาถานี้ ๓ จบ เมื่อล้มตัวลงนอนหัวถึงหมอนให้ลืมความกังวล, ความทุกข์, ความอาลัยอาวรณ์, ความอยากใด ๆ, ความพยาบาท, ความระแวงสงสัย, ความหม่นหมองข้องใจ, ความหดหู่ซึมเศร้า ปัดออกไปจากใจให้หมด จักนอนหลับฝันดี มีนิมิต ตื่นมาสดชื่นแจ่มใส ปัญญาจะเกิดดีนักแล

คาถาเสกน้ำล้างหน้าตื่นนอนตอนเช้า

โอม พุทธะ จักขุ, ธรรมะ จักขุ, ทิพพะ จักขุ,

สว่าง ลุ ลุ, มืด ล่วง ล่วง, ตื่นรู้ ตื่นเบิกบาน

ขอพระสายธาร, ล้างความมืดไป สาธุ สาธุ

ให้เสกน้ำล้างหน้าตอนตื่นนอนทุกเช้า จะทำให้ความมืดมน ฝันร้าย ความหม่นหมอง ความเศร้าซึม ความง่วงงัวเงียหมดไป ทำให้จิตแจ่มใส ตื่นรู้เบิกบาน กระฉับกระเฉง ทำทุกวันตอนเช้า ทำให้ตื่นนอนสดใส สว่างไสว มีปัญญาเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ดีนักแล

คาถาปลุกธาตุสี่ในอาหารก่อนรับประทาน

โอม ปฐวี อาโป วาโย เตโช ประสิทธิ เม

ให้ผู้ใช้เพ่งไปที่อาหารที่จะรับประทานทุกชนิด แล้วบริกรรมคาถา พิจารณาธาตุทั้งสี่ในอาหาร ปลุกเรียกธาตุสี่ในอาหารขึ้นเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย หากเพ่งจนเห็นอาหารแยกเป็นธาตุทั้งสี่ได้ครบคาถาจะยิ่งศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น ทำให้ร่างกายได้รับธาตุสี่ที่แข็งแรงจากอาหาร มีพลังกำลังวังชาในการดำเนินชีวิต ให้ทำทุกครั้งก่อนที่จะรับประทานอาหาร

คาถาเสกอาหารทิพย์ให้เพื่อนบ้านข้างเคียง

“โอม ทานะบารมี เมตตาบารมี อธิษฐานบารมี

นะ เมตตา นะ กรุณา นะ มุทิตา นะ อุเบกขา

เมื่อกินของข้า จงเมตตารักใคร่ นะ นะ นะ นะ”

ให้ทำอาหารหรือกับข้าว เผื่อให้มากกว่าปกติเล็กน้อย แล้วตักเอาอาหารหรือกับข้าวก่อนที่จะกินออกมาใส่ถ้วยเล็กน้อย บริกรรมคาถา แล้วนำอาหารหรือกับข้าวถ้วยนั้นๆ ไปให้กับคนที่เราอยากให้เขามีความเมตตารักใคร่, ให้หายโกรธเคืองแค้น, ให้ผ่อนโทษเรา ทำประจำ เขาจะเมตตารักใคร่ เปลี่ยนจากศัตรูมาเป็นมิตร หากเป็นญาติมิตร ก็จะรักเรายิ่งๆ ขึ้นไป หากสามารถทำได้ ให้แจกจ่ายแก่ญาติมิตรให้ทั่วถึงกัน คนรอบบ้านใกล้เรือนเคียง เขาทั้งหลายจะกลายมาเป็นบริวารเรา ช่วยเราดูแลบ้าน แม้เราไม่อยู่ ให้การช่วยเหลือเจือจุนเราสารพัด สารพัน คาถานี้ ได้ผลดียิ่งนักแล ได้ทำมามากแล้ว

คาถาเสน่ห์ปลายจวัก ปรุงอาหารให้มีรสอร่อย

“โอม แม่ศรีครัวเอย ปรุงรสอาหาร

เลี้ยงผัว เลี้ยงเมีย เลี้ยงลูก เลี้ยงหลาน

กินแล้วเบิกบาน จักคลานกลับบ้าน สำราญใจเอย”

ให้เอาตะหลิว-ทัพพีคนพร้อมบริกรรมว่าคาถานี้จนจบขณะปรุงอาหาร ลูกผัวกินแล้วติดใจ ไม่ออกไปหาอาหารกินนอกบ้าน ถึงเวลากิน จำต้องระลึกนึกถึง แทบคลานเข้าบ้าน หากลูกผัวกินแล้วบ่นว่า ให้เงียบไว้ แต่ถ้าชมให้ระลึกนึกถึงแม่ศรีครัว แล้วจักทำครัวเก่งขึ้น ๆ

คาถาจัดดอกไม้ ขึ้นหิ้งบูชาพระ

“โอม แม่ศรีไม้ดอก ช่วยจัดดอกไม้

ใครเห็นใครรัก ใครเห็นใครชม สวยสมสุขใจ”

ให้ว่าคาถานี้ขณะจัดดอกไม้ประดับบ้าน, ขึ้นหิ้งบูชาพระ, ขึ้นโต๊ะอาหาร ฯลฯ ทำให้จัดได้สวย ได้ดี ได้เก่ง แม่ศรีไม้ดอกช่วยให้ใครเห็นใครรักใครชม หากมีคนต่อว่า ให้เงียบไว้ อย่ากล่าวตอบ แต่ถ้าชม ให้ระลึกนึกถึงแม่ศรีไม้ดอก แล้วจักทำดอกไม้เก่งขึ้น ๆ

คาถาปล่อยวิญญาณก่อนฆ่าสัตว์กิน

อนิจจัง วะตะสังขารา อาหาเรปฏิกูลสัญญา

ทุกขัง กรรมมะ โยนิ เดรัจฉาน พันธุง

อนัตตา อโกรธา, นิพพานัง อนาคตา สาธุ

ไม่เที่ยงหนอ สังขาร เป็นอาหารจากซากศพ

เป็นทุกข์หนอ กรรมกำเนิด ต้องเกิดเป็นสัตว์

ไม่ใช่ตัวตนของตนหนอ ขอท่านจงละโกรธเสีย

ขอนิพพานจงเกิดมีแก่ท่านในเบื้องหน้าเทอญ

กลั้นใจกล่าวคาถา (๓ บรรทัดแรก) ก่อนฆ่าสัตว์เพื่อใช้เป็นอาหาร จะช่วยปล่อยวิญญาณให้สัตว์ไปยังภพภูมิที่ชอบ ๆ ได้ ช่วยลดหย่อนผ่อนโทษของเราที่ต้องฆ่าสัตว์กินได้

คาถาลงนะเมตตา เสกเสื้อผ้าเพื่อสวมใส่

โอม พุทธะ จิตติ ประสิทธิ เม

พรหมมา กายา ประสิทธิ เม

เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

นะ เมตตา มหานิยม, โอม ละลวย มหาละลวย, สาธุ สาธุ

loading...

จิตแห่งข้า, จะเป็นพุทธะ, เป็นพระประธาน, อยู่ในวิหาร

วิหารกายเนื้อแห่งข้า, จักเป็นวิหารแห่งพรหม

พุทธะ มามา, พรหมมา มามา, หลอมรวมจิตข้า,

ให้เป็นหนึ่งเดียว, ใครเห็นใครรัก, ใครเห็นใครเหลียว

เมตตา กลมเกลียว, มีคุณเห็นค่า, มีโทษผ่อนเบา

ข้าหลอมรวมเอา, เมตตามหานิยม, สมดั่งใจข้า สาธุ สาธุ

ให้บริกรรมคาถานี้ ก่อนสวมเสื้อผ้า นำเสื้อผ้ามายกขึ้นไหว้กล่าวคาถา แล้วค่อยสวมใส่ เพื่อเมตตามหานิยม ใครเห็นเข้ารักใคร่ชอบพอให้ความเมตตาช่วยเหลือเราดีนักแล

คาถาลงนะ เปิดตำราใหม่ให้อ่านได้เข้าใจดี

นะ      เปิดจิต

โม      เปิดใจ

พุทธ   พิจารณา

ธา      น้อมรับไว้

ยะ      ใจนิ่งหนึ่งเดียว

ข้าขอเดชเดชะ, แห่งพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์, ในภัทรกัป

จงดลบันดาลให้ข้า, เปิดจิต เปิดใจ รับความรู้ใหม่ในตำรา

มีโยนิโสมนสิการ พิจารณาโดยแยบคาย, มีโอปนยิโก น้อมจิตรับไว้

มีเอกัคตารมณ์ สมาธิแน่วแน่ในการศึกษา, ขอความรู้อย่าได้เคลื่อน

ปัญญาอย่าได้คล้อย, อย่าได้มีความจำเสื่อมถอย, สมองอย่าได้มืดทึบ

ขอจงให้ข้ามีความเข้าใจง่าย, ความจำดี, ความคิดทะลุทะลวง, ลุล่วง, สำเร็จการศึกษา สมใจปรารถนาด้วยเทอญ, สาธุ

ให้ว่าคาถานี้ ก่อนเปิดหนังสือตำราใหม่ใด ๆ ทุกเล่ม หากเป็นหนังสือเก่าที่เคยเปิดแล้ว ให้ห่อปกใหม่แก้เคล็ดก่อน ค่อยว่าคาถา ให้ผลความเข้าใจง่าย จำดี ศึกษาตำรามีปัญญาเฉลียวฉลาดดีนักแล (ควรว่าคาถานี้เมื่อได้รับหนังสือใหม่ทุกเล่มจักดีนัก)

คาถานะเมตตา ก่อนเข้าพบบุคคลสำคัญ

นะ      เมตตา

โม      กรุณา

พุทธ   มุทิตา

ธา      อุเบกขา

ยะ      หลอมรวมกำลัง

ข้าขอเดชเดชะ, แห่งพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์, ในภัทรกัป

อีกทั้งพรหมวิหารธรรม, จงหลอมรวมกำลังในจิตวิญญาณข้า

ขอให้ท่านทั้งหลายจงเมตตา รักใคร่, เจรจาการงานใด ๆ

ขอให้สำเร็จ สำเร็จ สำเร็จ สมดังใจหมายด้วยเทอญ สาธุ

ให้บริกรรมคาถานี้ในใจ ก่อนเข้าพบบุคคลสำคัญ เช่น เจ้านาย, ครูบาอาจารย์ ให้ท่านนึกรักใคร่เมตตา ช่วยเหลือเกื้อกูล ผ่อนหนักเป็นเบาให้แก่เราดีนักแล เมื่อกล่าวคาถาจบให้สูดลมหายใจเข้าลงในท้องกลั้นลมหายใจไว้ชั่วขณะ แล้วหายใจออกสั้น ๆ ออกสามครั้ง

คาถาลงนะ ประสิทธิ์กำลังลงในเครื่องมือเครื่องใช้

นะ      ฉันทะ

โม      วิริยะ

พุทธ   จิตตะ

ธา      วิมังสา

ยะ      หลอมรวมกำลัง

ข้าขอเดชเดชะ, แห่งพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์, ในภัทรกัป

อีกทั้งอิทธิบาทธรรม, จงหลอมรวมกำลังในเครื่องมือเครื่องใช้ข้า

ขอให้การงานทั้งหลาย จงสำเร็จเร็วพลัน อย่าได้มีอุปสรรคขวางกั้น

อย่าได้มีติดขัด, คิดการณ์งานใด, จักต้องสำเร็จ, สำเร็จ สำเร็จ

สมดังใจหมายด้วยเทอญ สาธุ

ให้บริกรรมคาถาลงนะ ในเครื่องมือเครื่องใช้ได้ทุกชนิดก่อนการใช้งานทุกครั้ง เมื่อได้เครื่องมือเครื่องใช้มาใหม่ หรือเพิ่งแกะกล่อง แกะห่อ ให้ลงนะอิทธิบาทสี่ตัวนี้ ทำการณ์งานใด จะเจริญรุ่งเรือง สำเร็จลุล่วง สมดังใจหมาย ไร้อุปสรรคติดขัดใด ๆ ทั้งปวงเทอญ

คาถาลงนะ บนตาที่สามก่อนเรียนรู้ฝึกฝนสิ่งใดใหม่ ๆ

นะ      สติ

โม      สมาธิ

พุทธ   ปัญญา

ธา      ศรัทธา

ยะ      วิริยะ

ข้าขอเดชเดชะ, แห่งพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์, ในภัทรกัป

อีกทั้งเบญจอินทรียธรรม, จงหลอมรวมกำลังในกายจิตวิญญาณข้า

ขอให้การฝึกฝนเรียนรู้ทั้งหลาย จงพัฒนาก้าวหน้าได้ง่าย

อย่าได้มีติดขัด, สิ่งใดยาก จักพลันง่าย, สิ่งใดง่าย จักก้าวหน้าขึ้นไป

ฝึกฝนได้สำเร็จ, สมดังใจหมายด้วยเทอญ สาธุ

ให้บริกรรมคาถาลงนะ โดยกล่าวคาถาพร้อมใช้นิ้วชี้และกลางจิ้มตรงตำแหน่งตาที่สาม (เหนือหัวคิ้วเล็กน้อย) ก่อนการเรียนรู้หรือฝึกฝนสิ่งใหม่ใดๆ ทั้งปวง จักสำเร็จง่ายดาย

คาถาสอนลูกหลาน พูดแล้วให้เชื่อฟังสอนง่าย

“โอม พระธรณีหนักแน่น พระคงคาเยือกเย็น พระวาโยน้อมไป พระเตโชสว่างไสว

ขอให้ใจของข้า หนักแน่น เยือกเย็น น้อมไป สว่างไสว

ว่ากล่าวใด ๆ ให้ลูกหลานเชื่อฟัง สาธุ สาธุ”

ให้บริกรรมคาถานี้ในใจ ก่อนจะออกปากว่ากล่าวติเตียน สอนลูกสอนหลาน ให้เลือกช่วงเวลาที่ตนเองใจเย็นลงแล้ว ไม่มีความโกรธ มีความหนักแน่น ลูกหลานเถียงตอบไม่หวั่นไหว สามารถโน้มน้าวให้คนเชื่อง่าย เห็นทางสว่าง ชี้ทางออกแนะนำลูกหลานได้ จึงกล่าวสอนเตือน ยังผลให้ลูกหลานเชื่อฟัง เคารพนบนอบ เป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย

คาถาเสพอาหารทิพย์ เสกอาหารเข้ากายทิพย์

“โอม พุทธธัง อิ่มทิพย์ ธรรมมัง อิ่มทิพย์ สังฆัง อิ่มทิพย์

กวาดตาขยิบ อิ่มทิพย์โดยพลัน สาธุ สาธุ”

เมื่อเห็นอาหารที่เขาวางขาย ไม่มีเงินซื้อกิน มีความหิว หรือเขาห้ามกิน กินไม่ได้ แต่อยากกิน หรืออยากลดความอ้วน เพราะกินมากเกินไปแล้ว ให้บริกรรมว่าคาถานี้ แล้วระลึกนึกถึงรสชาติอาหารนั้น ๆ ในใจ ระลึกว่ากินแล้ว พร้อมกลั้นใจแล้วเดินผ่าน ไม่ต้องซื้อกิน หากกำลังจิตดี มีสมาธิแน่วแน่ จะไม่รู้สึกหิว จะอิ่มทิพย์โดยพลัน ขลังนักแล

คาถาเปิดตาปัญญาซื้อของ ได้ของดีถูกใจ

“โอม พุทธธะ จักขุ ธรรมมะ จักขุ ปัญญา จักขุ

ปัญญา ลุ ลุ, เลือกซื้อ ล่วง ล่วง, ของไม่ดีอย่าเลือก

ของสิ้นเปลืองอย่าเอา, ของเสียของเน่าอย่าซื้อ,

ของเกินถืออย่าเสี่ยง, ของมีแล้วให้เลี่ยง, ของสิ้นเปลืองให้รอ

ขอพุทธะเปิดตา ธรรมะ เปิดใจ เห็นแจ้งแถลงไข เลือกดีเลือกได้ ดั่งใจข้าเทอญ”

เวลาไปซื้อของ ของที่วางขายมากมาย มีทั้งส่วนที่มีเวทย์มนต์ลงไว้ ส่วนที่มีพลังด้านลบปกคลุม ให้บริกรรมว่าคาถานี้ก่อน เพื่อเปิดตาทิพย์ดูสิ่งของที่เขาขาย จนได้สติ เห็นว่าควรซื้อหรือไม่ควรซื้อ จึงค่อยตัดสินใจซื้อ จักได้ของดีถูกใจ ซื้อกลับบ้านไป ไม่เสียดายเงิน ไม่ซื้อของที่ไม่จำเป็น ไม่ซื้อของที่ไม่ตั้งใจจะซื้อ เพราะมนต์คนขาย ขลังดีนักแล

คาถาเปิดประตูเข้าบ้าน นำพาความสิริมงคลเข้ามาด้วย

“โอม พุทธะเข้าบ้าน ธรรมมะ เข้าบ้าน สังฆะ เข้าบ้าน

พรหมมะ เข้าบ้าน เทวะ เข้าบ้าน เชิญครูบาอาจารย์

กันความชั่วไป สิ่งอัปมงคล ให้พ้นให้หาย เปิดบ้านทันใด ขอแต่มงคล สาธุ สาธุ”

ก่อนเปิดประตูเข้าบ้าน อย่ารีบร้อน อย่าร้อนใจ ให้ว่าคาถานี้ พร้อมไขกุญแจเปิดประตูบ้าน จะนำความสิริมงคลมาให้ทุกครั้งไป สิ่งใดชั่วช้าอัปมงคล จักพลันหาย ขลังดีนักแล

คาถาเปิดทางสัญจรก่อนเดินทางจากบ้าน

นะ      เย็นจิต

โม      เย็นใจ

พุทธ   เปิดทาง

ธา      ลื่นไหล

ยะ      ปลอดภัย

จักเดินทางไกล, ถึงที่หมายปลอดภัย, ด้วย นะ โม พุทธ ธา ยะ

ให้บริกรรมว่าคาถานี้ ก่อนออกเดินทางไกลไปไหน เพื่ออาราธนาคุณพระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์ ให้ช่วยคุ้มครองให้เดินทางปลอดภัย การเดินทางราบรื่น สะดวกดีนักแล

คาถาส่งดวงวิญญาณ เมื่อบังเอิญพบซากศพ (ขอลาภจากซากศพ)

สัพเพ สังขารา อนิจจา, สัพเพ สังขารา ทุกขา, สัพเพ ธัมมา อะนัตตา

อะธุวัง ชีวิตัง, ธุวัง มะระณัง, ชีวิตัง อะนิยะตัง, มะระณัง นิยะตัง

นิพพานัง ปรมัง สุขขัง, อะนาคะตัง อะระหัง จุติ, สาธุ สาธุ

สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยงหนอ, สังขารทั้งปวง เป็นเหตุแห่งทุกข์,

ไม่ใช่ที่ยึดเป็นตัวเราของเรานั้น ย่อมเป็นธรรมดา

ชีวิต ไม่ใช่สิ่งยั่งยืน, ความตาย เป็นสิ่งยั่งยืน

ชีวิต ไม่ใช่สิ่งเที่ยงแท้, ความตาย เป็นสิ่งเที่ยงแท้

ด้วยเพราะเหตุว่านิพพานนั้น เป็นสุขอย่างยิ่ง

ขอท่านจงบังเกิดเป็นผู้หลุดพ้นในอนาคตเบื้องหน้าเทอญ

เมื่อพบซากศพหรือซากสัตว์ตายในข้างทาง ป่ารก เพราะเหตุใดก็ดี อย่าเพิ่งตกใจ ให้ว่าคาถานี้ เพื่อส่งดวงวิญญาณเจ้าของซากสังขารนั้น ไปสู่สุคติภูมิ จักเป็นบุญดีนักแล หากจำคาถาไม่ได้ทั้งหมด ให้พิจารณาอนิจจังในซากศพนั้น จึงจิตคลายความหวาดกลัว เห็นเป็นธรรมดา แล้วกล่าวย่อว่า “นิพพานัง ปรมัง สุขขัง, อนาคตัง อรหัง จุติ, สาธุ สาธุ” แม้เจ้าของศพเป็นผี ก็จักหลีกทางให้ หากจุติเป็นเทวดา จักรักและสรรเสริญ ได้ลาภนักแล

คาถาเสกอาหารให้สัตว์หลงทางกิน (ขอลาภจากสัตว์)

“โอม ทานะบารมี เมตตาบารมี อธิษฐานบารมี

นะ เมตตา นะ กรุณา นะ มุทิตา นะ อุเบกขา

เมื่อกินของข้า โชคลาภจงมา นะ นะ นะ นะ”

เมื่อพบสัตว์ในที่ใด ๆ ที่ไม่มีเจ้าของโดยบังเอิญ เห็นอดอยากหิวโซน่าสงสาร หากเรามีอาหารติดไม้ติดมือมาบ้าง ให้บริกรรมว่าคาถา แล้วโยนอาหารให้สัตว์นั้นกิน สัตว์ตัวนั้นแหละคือผู้นำโชคลาภมาให้เราดีนักแล หากทำเป็นประจำ จะเป็นลาภอันประเสริฐติดตน

คาถาเสกของให้คนยืม แล้วกลัวคนไม่คืนให้

“โอม ทานะบารมี เมตตาบารมี อธิษฐานบารมี

นะ เมตตา นะ กรุณา นะ มุทิตา นะ อุเบกขา

ของไปจากข้า กรรมข้าพ้นไป นะ นะ นะ นะ”

เมื่อถูกยืมของ แล้วเกรงว่าจะไม่ได้คืน ให้กลั้นใจให้ยืมเฉพาะที่พอให้ได้ (ถ้าเป็นเงินก็ให้เพียงบางส่วน ไม่ต้องให้ทั้งหมดที่ถูกขอยืม) เมื่อยื่นของให้ ให้กลั้นใจบริกรรมคาถานี้ในใจ โชคร้าย เคราะห์กรรมทั้งหลาย หายพ้นไปพร้อมกับของนั้น หากเขาไม่ให้คืน ไม่ต้องเสียดาย ไม่ต้องทวง เพราะเคราะห์กรรมไปพร้อมของนั้นแล้ว หากให้คืนก็ไม่เป็นไร

คาถารับของที่เขาให้ กันภัยอันตรายจากของนั้น ๆ

“โอม พุทธธัง ปิด ธรรมมัง ป้อง สังฆัง คุ้มครอง

ปัดเสนียดจัญไร สิ่งชั่วช้าทั้งหลาย ที่แฝงเข้ามา

ขอธรรมรักษา พระพุทธเมตตา ให้ข้าพ้นภัย”

เมื่อได้รับของจากผู้อื่น แล้วไม่ทราบที่มาแน่ชัด ไม่สามารถเค้นถามได้ จำต้องรับเข้ามา ให้บริกรรมว่าคาถานี้ในใจ พร้อมรับของมา หากยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ ให้วางทิ้งไว้ก่อน ๗ วัน หากไม่มีปัญหาเกิดขึ้น ไม่มีผู้มาทวง ให้นำไปใช้ต่อได้ จักพ้นภัยแล

คาถาเก็บของใช้ให้ปลอดภัยจากขโมย

อนิจจัง ของนั้นไม่เที่ยง

ทุกขัง ของนั้นเป็นเหตุแห่งทุกข์

อนัตตา ของนั้น ไม่อาจยึดมั่นเป็นตัวเรา ของเรา

เทวารักษา พรหมมา คุ้มครอง ดูแลข้าวของ ป้องกันขโมย

ฝากเคราะห์กรรมไว้ ในของสิ่งนี้ ขออย่าได้มี อันต้องเป็นไป

หากแม้สูญหาย เคราะห์กรรมทั้งหลายนั้น หายไปพร้อมกัน สาธุ สาธุ

กล่าวคาถานี้ในใจเมื่อเก็บของมีค่า เทวดาจะรักษา หากแม้หายไป เคราะห์กรรม หมดสิ้น ไม่ต้องติดตาม หากของจะกลับบ้านจักกลับมาเอง ให้อุทิศของไปพร้อมกับเคราะห์กรรม

เหตุใดคาถาถึงศักดิ์สิทธิ์และไม่ศักดิ์สิทธิ์

๑)    พระพุทธคุณ เพราะพระคาถานั้นได้ใช้คำศักดิ์สิทธิ์ อันประกอบด้วยความหมายถึงพระพุทธคุณ เป็นเครื่องเหนี่ยวนำให้จิตสื่อเอาพลังพุทธคุณมาใช้

๒)    พระธรรมคุณ เพราะพระคาถานั้นได้ใช้คำศักดิ์สิทธิ์ อันประกอบด้วยความหมายถึงพระธรรม อันเป็นสัจธรรม เป็นความจริงเที่ยงแท้ จึงบังเกิดผลจริง

๓)    พระสังฆคุณ เพราะพระคาถานั้นได้ใช้คำศักดิ์สิทธิ์ อันประกอบด้วยความหมายถึงพระสาวกผู้ดีงาม เป็นเครื่องเหนี่ยวนำให้จิตสื่อเอาพลังนั้นมาใช้

๔)   พระเทวาคุณ เพราะพระคาถานั้นได้ใช้คำศักดิ์สิทธิ์ อันประกอบด้วยความหมายถึงเทวดาและพรหม เป็นเครื่องเหนี่ยวนำให้จิตสื่อเอาพลังนั้นมาใช้

๕)   จิตของผู้ใช้ ผู้ใช้ต้องตั้งจิตให้แน่วแน่ มีสมาธินิ่งดิ่งลึกขณะใช้คาถาแม้เพียงชั่วคราวก็ตาม เพราะคาถาไม่สามารถทำงานเองด้วยการเขียนวางไว้ได้ จำต้องอาศัยจิตของผู้ใช้ในการส่งพลังให้ตรงตามคาถาเขียนไว้ ตัวคาถาไม่มีพลัง ไม่มีชีวิตในตัวเอง ตัวผู้ใช้ต่างหากที่มีชีวิต มีจิต จึงสามารถส่งพลังไปได้

๖)    ความศรัทธา ผู้ใช้คาถาต้องมีศรัทธาในคาถาที่ใช้ว่าได้ผลจริง เหตุใดจึงศรัทธา เพราะว่าเห็นพุทธคุณ, ธรรมคุณ, สังฆคุณ ในคาถานั้น จึงเชื่อถือศรัทธา ไม่ใช่ศรัทธาเพราะเห็นผู้ให้คาถาแสดงฤทธิ์โชว์ เพราะการแสดงฤทธิ์ได้ นั้นไม่ได้รับประกันว่าเราจะใช้คาถาอย่างผู้แสดงฤทธิ์ได้ จำต้องพิจารณาที่ตัวคาถานั้น

๗)   ความวิริยะ ผู้ใช้คาถาต้องมีความต่อเนื่องในการใช้คาถานั้นๆ จนชำนาญ เมื่อชำนาญและจำเป็นต้องใช้สามารถระลึกบริกรรมได้ด้วยจิตที่แน่วแน่ไม่ลังเลสงสัย คาถาจึงจะเกิดผลมาก หากจิตซัดส่ายขณะว่าคาถา ย่อมไม่เกิดผลดังที่ตั้งใจไว้

๘)   วาจาและกายของผู้ใช้ ผู้ใช้คาถาต้องไม่ลืมว่ากายจิตวิญญาณต้องประสานไปทางเดียวกัน เมื่อใช้คาถาทุกครั้ง ไม่ใช่ว่าจิตไปทางหนึ่ง แต่วาจาและการกระทำไปทางหนึ่ง จิตวิญญาณ และร่างกาย คือ การกระทำก็ต้องสอดคล้องไปกับคาถาที่ตนใช้ คาถาจึงมีความศักดิ์สิทธิ์ จิตต้องตรงตามคาถา คาถานำจิตไปทางใด จิตไปตามนั้น ไม่ใช่ว่าคาถาไปอย่างหนึ่ง จิตคิดอีกอย่างหนึ่ง เช่น ว่าคาถาว่าให้ทาน แต่จิตกลับคิดเอาผลประโยชน์จากเขาคืน อย่างนี้ คาถาดีอย่างไรก็ไร้ผล

๙)    ความกระชับสั้นจำง่าย หากคาถามีความยาวมาก สามารถอ่านจากหนังสือ หรือคัมภีร์ได้โดยตรง โดยทำจิตในแน่วแน่เวลาอ่าน ก็ได้ผลเหมือนกัน แต่หากจะให้ดี คาถาควรมีความสั้นกระชับเข้าใจง่าย จดจำง่าย สามารถระลึกเอามาใช้ได้ในเวลาฉุกเฉินฉับพลัน ยกเว้น คาถาที่ใช้ในพิธี หรือในห้องสวดมนต์

๑๐)  ความสละสลวยของคำที่ใช้ คาถาที่แต่งได้ดี สละสลวยงดงาม คล้องจองกัน จดจำง่าย ไพเราะน่าฟัง จะยังผลให้เกิดความน่าศรัทธา และความนิยมในการใช้คาถานั้นๆ เมื่อใช้คาถานั้นๆ อย่างต่อเนื่อง ก็จะยังผลให้คาถามีความศักดิ์สิทธิ์

ในสมัยโบราณ วรรณะพราหมณ์แต่ละตระกูล จะมีคาถาประจำตระกูลที่มักไม่สอนให้คนนอกกัน หากคนนอกต้องการอยากได้จริง ๆ สังคมก็มีความยืดหยุ่นเปิดให้ ด้วยการที่บุคคลนั้น ๆ ต้องเข้าไปช่วยงาน ปรนนิบัติดูแลพราหมณ์หรือฤษีผู้นั้น จนเขาพึงพอใจ ก็จะสอนเวทย์มนต์ประจำตระกูลให้เป็นกรณีพิเศษ ดังเช่น ที่เราได้เคยอ่านในวรรณคดีไทย ที่ลูกเจ้าพระยามหากษัตริย์ มักออกจากบ้านเมืองไปร่ำเรียนเวทย์มนต์กับพระฤษี ก็ต้องไปอาศัยอยู่นอนกิน และช่วยเหลืองานท่านผู้นั้น จนท่านผู้นั้นเมตตารักใคร่ จึงมอบพระเวทย์ให้ ส่วนคาถาในทางพระพุทธศาสนานั้น เป็นสากล พระพุทธองค์ทรงไม่จำกัดในการให้ สุดแท้แต่ผู้ใดจะขวนขวายศึกษาเอาเอง นอกจากนี้ เทพเทวดาทั้งหลาย ต่างก็มีคาถามากมาย บางตนถึงขนาดชื่นชมสรรเสริญใครก็ว่าเป็นคาถาเลย ในการร่ำเรียนด้านพระเวทย์ ปัจจุบันไม่มีสำนักใดสอนได้อีก ท่านที่ปรารถนาจะร่ำเรียน ขอให้ไหว้ครูทางจิตวิญญาณ ขอให้ท่านช่วยดลจิตดลใจสอนให้ จักได้ผลเลิศนักแล

loading...

Comments

comments

Related posts